ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า เพราะฐานะทางบ้าน ทำให้โชคดี ได้อ่านหนังสือเยอะมากขนาดนี้ case studyของเราไม่น่าจะimplyกับคนทั้งประเทศได้เลยซักนิด กรุณา คิด คิด คิด คิด ให้มากๆ ก่อนอ่านนะคะ (จริงๆก็ต้องคิดให้มากๆกับทุกอย่างนั้นล่ะ)

 

1. คุณเล่า คิดอย่างไรกับงานลดราคาหนังสือแห่งชาติ?
งานชั้นต่ำ ก็คงจะเกินไป เรียกได้ว่ามันเหมือน งานกาชาด งานสงกรานต์ งานประกวดกระเทย งานตรุษจีน งานกินเจ ซะดีกว่า เหมือนเทศกาล คนแห่กันไป ต้องไปกัน มันมีความเร้า มันมีสิ่งเร้า ของความเป็นฝูงชนเข้ามาร่วมกัน เราถูกกระตุ้นให้รู้สึกเหมือนๆกัน คือ ซื้อ ซื้อ ซื้อ เหมือนกับงานกินเจ ที่เราต้อง กินเจ กินเจ เหมือนจตุคาม หินdzi เหมือนจุดธูปเป็นเลข ขูดต้นไม้เป็นดวง

 


2. คุณรอซื้อหนังสือปีละ 2 ครั้งหรือไม่?
ไม่เลย ปัจจุบันอยู่ต่างถิ่น แต่เมื่อก่อนนี้จะแวะเข้าร้านหนังสือทุกอาทิตย์ ส่วนงานหนังสือจะเป้นการตามเก็บหนังสือเก่า ตามล่าหนังสือเก่าที่เคยอยากได้เสียมากกว่า

 

3. ในฐานะผู้บริโภคแล้ว การลดราคามีผลต่อการซื้อไหม?

ไม่มี เรารู้ว่าหนังสือมีค่ามากกว่านั้น ทุกเล่มที่เราซื้อมา มันมีราคาของมัน เราอ่าน เราประทับใจ เราชอบ เรารู้คุณค่าของมัน ไม่จำเป็นว่าเราภูมิใจซื้อมาราคาถูก หนังสือด้วยคุณค่าของมันแล้วมีค่ามากกว่านั้นมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทวิชาการแท้ หรือหนังสือนิยายประโลมโลก ต่างเป็นการสร้างความคิด เปิดโลกทัศน์แก่ผู้อ่านทั้งนั้น ไม่จำเ็นว่าต้องเป็นสารานุกรม หรือดาวินชี่โค้ด แต่ถ้าคุณได้"อ่าน"จริงๆ คุณจะเห็นความหมายของสิ่งใหม่ๆ คุณจะได้รับการขัดเกลาทางปัญญาโดยไม่รู้ตัว

และจะบอกให้ว่า มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว คุณไม่จำเป็นให้ครู ให้คนมีอำนาจ เอาอะไรมายัดเยียดให้คุณ แต่คุณอ่าน อ่านเฉยๆ สมองของคุณคิดตามเอง เรียนรู้เอง และคุณฉลาดด้วยตัวของคุณเอง


4. หนังสือบางเล่มที่ลดราคากระหน่ำนั้น น่าคิดหรือไม่ว่าตั้งราคาไว้เผื่อลดแล้วหรืออย่างไร? หรือราคาสมเหตุสมผลที่แท้จริงของหนังสือ จะหาซื้อได้ก็แต่ในงานลดราคาหนังสือเท่านั้น?

หนังสือในกระบะก็เคยเห็นกัน การลดราคาหนังสือในงานหนังสือเป็นเจตนาดีที่ควรเคารพ หากคำนึงถึงรายได้เฉลี่ยของประชากรแล้ว หนังสือแพงมาก แพงจริงๆ ไม่เคยสมเหตุสมผลเลย แต่หากย้อนกลับมาดูหนังสือแบบเรียน แก้ว กล้า เล่มเป็นสี ราคาไม่เกินร้อยบาท ทำได้อย่างไร

รัฐบาลกำลังทำให้พวกคุณโง่ คุณไม่เห็นหรือ ว่าการศึกษามันเหลวแหลก พึ่งพาไม่ได้ ไม่เคยสนับสนุนให้คนคิด ไม่เคยสนับสนุนหนังสืออย่างถูกทางเลย

ประเทศญี่ปุ่น บะหมี่ชามละ500-600เยนหนังสือแฮร์รี่พอตเตอร์(เล่มแรก แปล) 1000-1600กว่าเยน

อดข้าวสามมื้อได้หนังสือแน่ๆหนึ่งเล่ม

ประเทศไทย บะหมี่ชามละ25-30บาท แฮร์รี่พอตเตอร์(เล่มแรก แปล) 345 บาท

อดข้าวสิบมื้อสิบเอ็ดมื้อเอง

รัฐทำได้อย่างไร

กรุณาอย่าอ้างว่าเป็นประเทศโลกที่สาม เราไม่มีอย่างนู้นอย่างนี้ เพราะมันเป็นคำอ้างของคนขี้แพ้ คิดแต่ว่าตัวเองจนตรอก แล้วไม่สู้ ไร้สาระที่สุด

ถ้าหากอยากให้คนฉลาดจริงๆ มันต้องไม่ใช่แบบนี้ ถ้าอยากให้ประเทศพัฒนาจริงๆมันต้องไม่ใช่แบบนี้

แน่ล่ะ คนเมืองต้องซื้อได้สิ คุณกินบะหมี่ฮะจิบังชามละร้อยกว่าสบายๆ

แต่ประชากรอีก สี่สิบล้านคนล่ะ พวกคุณไม่เห็นเขามีเสียงเลย

ช่องว่างระหว่างคนเมืองกับคนชนบทจะกว้างมากไปไหม

ไม่มีใครคิดเลย

แล้ววงการการพิมพ์ที่น่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่พึ่งได้ ก็พึ่งไม่ได้เพราะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน พวกคุณไม่เลือกนักเขียนเลย ไม่เลือกคนแปลเลย ไม่ยอมคิดว่าความสามารถของพวกคุณจะทำอะไรดีๆให้แก่ประเทศไทยได้บ้าง พวกคุณคิดแต่จะขาย ต้องทำเงินให้ได้มากที่สุด เหมือนอุตสาหกรรมอื่นๆในประเทศ

แต่พวกคุณไม่เห็นหรือว่าพวกคุณคือครู คือพลัง คือปัญญา

ความเป็นปัญญาชนของพวกคุณหายไปไหน

ความรู้จักผิดชอบชั่วดีของคุณหายไปไหน

ร้านค้ารายย่อย กำลังจะตาย พวกคุณสนับสนุนให้พวกเขาตายหรือ พวกคุณตัดช่องน้อยแต่พอตัว เอาตัวเองรอดก่อนหรือ นี่ไม่เหมือนกรณีร้านโชว์ห่วยกับเทสโก้โลตัส ทั้งหมดหยุดได้ โดยไม่ต้องพึ่งเส้นสายหรืออำนาจมืด ทุกอย่างต้องดำเนินไปด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวของนายห้างกับรัฐบาลหรือ ร้านหนังสือรายย่อยของคนรักหนังสือควรจะปิดตัวลง หลีกทางให้ร้านหนังสือรายใหญ่หรือ

หากเพียงสำนักพิมพ์จะหยุดคิด หยุด นั่งนิ่งๆ คิดดีๆ เอาเงินไปห่างๆคุณ แล้วคิด

ทำไมคุณเลือกทางที่จะบ้าเครียดไปกับการทำงานให้ทันเดดไลน์งานหนังสือ เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มย่อยๆมาซื้อๆๆๆๆๆ แล้วกลับไป

ทั้งที่มีอีกทางที่คุณจะสร้างกลุ่มลูกค้าในระยะยาว คุณแปลหนังสือให้มันอ่านรู้เรื่อง ให้มันอ่านแล้วเกิดปัญญา เกิดความสนุกสนาน แล้วให้ร้านขายย่อยที่สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เจอกันอาทิตย์ละหลายๆครั้งแทนที่จะเจอกันปีละสองครั้ง ลูกค้าที่เสพติดการอ่านหนังสือจริงๆ จะอ่านไปเรื่อยๆ อ่านมากกว่าหนึ่งเล่มแน่นอน

ในณะที่ลูกค้าในงานหนังสือจะซื้อมาเรื่อยๆ ซื้อมามากกว่าหนึ่งเล่มแน่นอน แล้วยังไง ซื้อแล้วอ่านจริงเหรอ ผลสำรวจประชากรอ่านหนังสือปีละสองบรรทัดนี่มันอ่านจริงหรือเปล่าล่ะ ซื้อมามากกว่าหนึ่งแล้วยังไงเหรอถ้ามันเป็นเหมือนกระแสจตุคามกระแสหินด๊องแด๊ง เลิกอ่านหนังสือแล้วอะ ไม่อินเลย

พวกคุณมิตายเหรอ

 

จะกลับมาซบบ่าแฟนพันธ์hardcoreไม่ได้แล้วล่ะ เพราะพวกคุณทำหนังสือชุ่ยไปแล้ว

 

งานหนังสือจะไม่เป็นการดีกว่าหรือถ้าจะเป็นการนำหนังสือเก่าที่คุณขายไม่ได้เอามาลดราคา (ยังไงก็โดนตีกลับมาอยู่แล้ว หรือไม่จริง) รัฐควรจะให้รางวัลนักแปล นักเขียน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในงานหนังสือ คุณจะจัดอีเวนต์โปรโมตหนังสือที่ออกไปแล้วก็ได้ เอาเด็กมาคอสเพลย์ก็ยังได้ จัดแจกลายเซนต์นักเขียนสิ เอานักเขียนมาอ่านหนังสือให้ผู้อ่านฟังสิ จัดการถกหนังสือสิ

ให้หนังสือขัดเกลาปัญญาชนเสียที

อย่าสร้างได้แต่แกะที่เดินตามกันเป็นฝูงๆอีกเลย

 

 

 

___________________________________________

 

 

tag ต่อไปให้ http://otherside.exteen.com ค่ะ  รู้ว่าไม่ชอบคอมเมนท์เรื่องแบบนี้แต่อยากให้ตอบเหมือนกัน

edit @ 27 Oct 2007 21:11:46 by songsage

Comment

Comment:

Tweet

#14 By (12.139.188.34|148.251.92.48, 12.139.188.34) on 2015-04-21 11:42

เป็นคนหนึ่งที่รอคอยให้ถึงงานสัปดาห์หนังสือ
ยอมรับว่าจะไปซื้อหนังสือลดราคา
อาจจะด้วยเพราะฐานะทางบ้านที่ทำให้ไม่สามารถอยากซื้อหนังสือเมื่อไรก็ซื้อได้เลย ต้องคิดแล้วคิดอีกหลายตลบ
ถ้าเอาตังค์ไปซื้อหนังสือ อาทิตย์หน้าจะกินอะไร
แล้วค่ารถไปเรียนอีกล่ะ ค่ารายงาน ค่าชีท งานกลุ่มเยอะแยะค่ะ
แล้วก็ชอบนะ ชอบที่จะตามหาหนังสือเก่าๆ ที่เค้าไม่พิมพ์แล้ว
หรือไม่ก็หาซื้อยากมากๆ แล้วในงานหนังสือ

แล้วก็เห็นกับหลายๆ ความคิดที่ว่า
เดี๋ยวนี้หนังสือหลายเล่มออกจะตามตลาดมากไปหน่อย
แล้วก็เหมือนกับว่าต้องการจะทำเงินอย่างเดียว
แ้ล้วร้านหนังสือในต่างจังหวัดก็น้อยมากๆ ด้วย(เคยอยู่ต่างจังหวัดมาก่อน)
ห้องสมุดของโรงเรียนต่างจังหวัด(โรงเรียนเล็กๆ ถึง ขนาดกลาง) รวมถึงในกรุงเทพฯ บางโรงเรียนด้วย
ก็ไม่มีหนังสือหลากหลายให้นักเรียนเลือกอ่าน
มีแต่หนังสือเรียนซึ่งเก่ามาก หนังสือเกี่ยวกับศิลปะก็น้อย(อันนี้ตามหามาก) หนังสือวรรณกรรมเยาวชนทั้งหลายก็ไม่เพียงพอต่อคิวยาวมากกว่าจะได้ยืม หรือจะเป็นหนังสือในเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจากการเรียนก็น้อยมาก เหมือนไม่ได้สนับสนุนตรงนี้เท่าไร
ไม่เคยเห็น(อันนี้ส่วนตัว) ห้องสมุดประชาชนในต่างจังหวัดเลย

ส่วนเรื่องราคาอาหารกับราคาหนังสือนั่นออกจะดูแปลกๆ อยู่บ้าง
อาจจะเพราะราคาอาหารบ้านเราถูก แต่ที่นั่นมันแพงอยู่แล้ว
แต่ถ้าจะให้ราคาหนังสือแปลถูกขนาดนั้น สำนักพิมพ์คงจะขาดทุน
แค่ค่าลิขสิทธิ์ก็แพงแล้ว


big smile

#13 By I am Par. (LastLight) on 2010-04-11 16:12

ก่อนอื่นเห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 11 ค่ะ

แล้วก็เห็นด้วยกับคุณในบางเรื่องด้วย
ส่วนตัวแล้ว ดิฉันว่ามันก็ไม่ได้ผิดอะไรไม่ใช่เหรอคะที่คนจะชอบซื้อของราคาถูก
เพราะบางคนอาจจะไม่ได้มีฐานะดีมีหนังสือในครอบครองเยอะก็ได้ ไม่ผิดนี่คะ
ไม่เกี่ยวกับว่าราคาไม่มีผลต่อผู้บริโภคนี่คะ ทางเศรษฐศาสตร์ก็บอกไว้ไม่ใช่เหรอว่า อุปสงค์ผู้ซื้อมันขึ้นอยู่กับราคา
อะไรที่ได้มาในราคาถูกมันไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นของที่ไม่มีค่า
ทุกอย่างมันก็มีคุณค่าด้วยตัวมันอง
บางครั้งจุดประสงค์ของการจัดงาน การลดราคา อาจจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนอยากอ่านหนังสือก็เป็นได้นี่คะ ลองมองในทางกลับกันบ้าง

คุณบอกว่าราคาไม่มีผลต่อผู้บริโภค แต่ว่าคุณก็พูดเรื่องอาหารกับราคาหนังสือ
ฟังดูมันก็ขัดๆกันอยู่นะคะ


ดิฉันเป็นคนนึงที่ยังจะซื้อหนังสือราคาถูกค่ะ
big smile

#12 By .:。 Lonely-Girl。.: on 2010-04-08 04:56

เรื่องราคา อาหาร 1 มื้อกับ หนังสือ 1 เล่ม

เพราะต่างประเทศอาหารเค้าแพงครับ เราเลยคิดว่าหนังสือราคาำไม่เท่าไหร่

หรือว่าอยากให้ราคาอาหารในไ่ืทยแพงกว่านี้จะได้ซื้อหนังสือได้อย่างสบายใจ

เรื่องแบบเรียนที่ราคาุถูกมากเพราะพิมพ์้เยอะครับ คุณอ่านหนังสือมาเยอะน่าจะเคยอ่านเรื่อง economy of scale หวังว่าึคงเข้าใจ

ผมก็อยู่ประเทศเดียวกับคุณตอนนี้ครับ แต่เข้าใจในความต่างของปัจจัยหลายๆอย่าง

#11 By rocketbomb (123.2.246.182) on 2008-07-04 05:23

อ่านแล้วมันสะเด็ด
อื้อหือ อ่านแล้วโดนค่ะ

งานสัปดาห์หนังสือของเดี๋ยวนี้ไม่ทำให้เราตื่นเต้นหรือมีความสุขได้เท่าอดีตอีกแล้ว เฮ้อ...

เรื่องในข้อ 4 เป็นเรื่องระดับนโยบาย ถ้าไม่มีคนมีอำนาจฉุกใจคิดก็ยากทีเดียวค่ะ รู้สึกมืดมนอย่างแรง ทุกวันนี้เค้าก็ไม่ทำไรมากหรอก ทำเรื่องให้เป็นข่าว จับหนังสือไปวันๆ

#9 By rainorshine on 2007-10-31 01:46

มาตอบ เพราะชอบใจที่กระแทกปากวงการหนังสือไทยได้โดนใจผมจริงๆ

ช่องว่างระหว่างชนชั้น ปัญญาชนไร้หัวคิด เทศกาลโหลโท่ยที่คนแห่ไปซื้อๆๆๆ สามประเด็นนี้ก็สุดยอดแล้วครับ

ผมเองก็คิดแบบฝ้าย แต่ไม่ค่อยชอบบ่นเท่าไร เพราะรู้ว่าบ่นไปประเทศก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะผมและทุกคนที่คิดแบบนี้ไม่มีสิทธิไปนั่งบริหารประเทศ ไม่มีแต่จะได้ไปเป็นบก.ของสนพ.ใดๆ เหมือนบ่นไปก็เจ็บปวดใจ เมื่อพบว่าหนังไทยยังคงงี่เง่าเหมือนเดิม และงี่เง่าลงเรื่อยๆทุกปีๆ

#8 By Evan Yzac -- The Crow on 2007-10-29 14:23

ตรงอดข้าวสิบเอ็ดมื้อนี่โดนจริงๆ

#7 By [ Sai ];charot on 2007-10-28 19:44

มาทำแท็กต่อแบบเบลอๆแล้วจ้า sad smile
อ่ะ ถูกกกกก

ปัญหาหลักๆจริงๆอยู่ที่การศึกษาของคนทั้งประเทศนั่นแหละค่ะ (ก็ยังยืนยันอยู่ว่าคนกรุงเทพฯไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศนะจริงๆแล้ว มันก็เป็นแค่เมืองหลวง แล้วพวกป้าๆลุงๆฉลาดนิดเดียวทั้งหลายก็ชอบเอามันมาเป็นบรรทัดฐาน) ปัญหาระดับชาติที่ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีใครแก้ได้มั้ย (จริงๆนะเนี่ย ตายแล้วเกิดใหม่อีกหนสองหน เราจะได้เห็นการแก้ปัญหาด้านการศึกษานี้อย่างจริงจังขึ้นมารึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย)

#5 By vendetta on 2007-10-28 02:32

ได้อ่านความเห็นอะไรที่แบบว่าสะใจจริงๆ - -b


ก่อนเราทำแท็กนี้ เราไม่เคยคิดเลยแฮะว่าพวกสนพ.ทั้งหลายจะให้ความสำคัญกับงานหนังสือมากขนาดนี้ - 3-" ( นึกว่าเป็นงานที่เอาหนังสือในสต๊อกมาเทขาย อะไรแบบนั้น )

#4 By Jelphyr on 2007-10-28 00:56

โดนใจค่ะ ^^ big smile

#3 By BeeJang on 2007-10-27 23:34

เจอฝ้ายวิจารณ์แล้วเราไม่กล้าทำแท็กนี้เลยแฮะ sad smile (พอดีได้มาเหมือนกัน แต่กะรอพรุ่งนี้ค่อยทำ.. ให้งานมันผ่านไปก่อน ^^")

กับข้อสุดท้าย... ที่ฝ้ายเขียนมาก็จริงๆ นั่นแหละ แต่ความคิดเห็นของเราขอยกไปไว้ตอนอัพแท็กน้า~
โอ้ แรงดีครับ sad smile

ไว้ว่างๆผมอยากเขียนเรื่องนี้ในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ แต่ตอนนี้ติดไว้ก่อน

ส่วนเรื่องฟิกซ์ราคา แนะนำอ่าน http://faylicity.com/porch/porch70.html เกี่ยวกับนโยบายการตรึงราคาหนังสือ ในตปท ครับ

#1 By house on 2007-10-27 22:11

songsage View my profile