คำโปรย: 

 (ก๊ากกกกกก มาเป็นใบปิดหนังเลยทีเดียว)

 

คำโปรย:

 

เึคยรู้สึกไหม ว่าทำไม โฆษณาเมืองไทยมันดูไร้สาระ แต่บางทีก็รู้สึกว่า โฆษณาบางอย่างนี่มันก็น่าเบื่อเหลือล้น แต่แล้วก็ร้องไห้ให้โฆษณาไทยประกันชีวิตซะงั้น!

คำตอบอยู่ที่คำ สองคำ

Soft sell

กับ

Hard sell  

 

(หมายเหตุ ดิฉันไม่ได้รับเงินต๋งเงินเบี้ยจากค่าเขียนบทความนี้แต่อย่างใดจากไทยประกันชีวิตหรือจากโออิชิก็ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ!)

 (หมายเหตุของหมายเหตุ ดิฉันพยายามทำเหมือนโปรโมตหนังเพราะออสการ์เพิ่งจบไปค่ะ แถอย่างนี้เวิร์คมั้ยคะเนี่ย ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก)

 

 

เข้าบล็อกหมอแมวแล้วได้เจอคำว่าHard sell เลยสงสัยว่า คำว่าHard sellภาษาไทยเค้าแปลไว้ว่าอะไรกัน เผื่อจะเอามาใช้ได้บ้าง ไม่ต้องทับศัพท์ อยากรู้มากๆว่าจะแปลว่า ขายยาก หรือเปล่า (ก๊ากกกกก ซับนรกได้อีกกกกกกก)

 

เลยไปเปิดDictionary อังกฤษไทย โดยค้นพบว่า

 

Soft sell ถ้าเปิด Dictionary ไทยอังกฤษ จะได้ว่า  soft sell [SL] การเกลี้ยกล่อมเพื่อขายของ

Hard sell จะแปลว่า hard sell [N] การขายของแบบยัดเยียด (คำไม่เป็นทางการ)

 

 อ๋อออออออออออ

 

จบแล้ว กดpublish เชิญคอมเมนท์ได้

 

 

 

 

..... ใช่ที่ไหนเล่าว้อย *ล้มโต๊ะ* 

 

Soft sellเนี่ย อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่การเกลี้ยกล่อมแบบที่เราเข้าใจกัน Hard sell ก็ไม่ได้เป็นการยัดเยียดแบบที่เข้าใจกันด้วยล่ะนะ ถ้าเราคิดไปถึงสังคม Soft sell กับ Hard sell บอกได้เลยล่ะว่าสังคมนั้นๆเป็นอย่างไร

หน้าตาของโปรเฟสเซอร์ Frank R. Karde ผู้ริเริ่มใช้คำว่าSoft sell และ Hard sell 

 จบแล้ว คอมเมนต์ได้ 

(ไม่ถูกทางแล้วว้อยยยยยย แล้วหน้าแม่งจะดูไปทำไมวะคะ)

 

 

 คือดิฉันรู้แหละว่าSoft sell Hard sellจริงๆแล้วมันเป็นยังไง แต่ดิฉันจะไม่บอก ดิฉันจะบอกว่าโฆษณาที่ใช้Soft sell มันเป็นยังไง  (อึ้งล่ะสิ ก๊ากกกกกกก อ่านต่อๆ)

โฆษณาที่ใช้Soft sell จะออกมา ร้องเพลง เต้นๆ โลกนี้ช่างสดใสงดงามช่างมีความสุข ลัลล้า สีชมพูสีขาว สีฟ้า อ๊าง สดใส เต้นระบำๆ หมุนไปมา กระโปรงสุ่มหมุนแล้วกลายเป็นวงกลม อา โลกสดใส ดูแล้วสบายใจจัง
จุดสำคัญคือ คนดูรู้สึก
บางสำนักออกมาบอกว่า Soft sellคือโฆษณาที่ทำให้คนดูรู้สึกรำคาญน้อยกว่า

โฆษณาที่ใชHard sell จะออกมา บอกว่าผลิตภัณท์นี้ทำด้วยวัสดุสีเหลืองสะท้อนแสดงยอดเยี่ยมยอดเยี่ยมด้วย อานุภาพโมเลกุลชนิดสูง ขจัดคราบทำความสะอาดง่ายถ่ายคล่อง มีคนที่ใช้แล้วออกมาบอกด้วยว่าแจ่มมากครับ(ในใจคือดูผมสิครับทำแบบผมสิ) ยังเสริมอีกว่าอีตัวนี้มีระบบABS แถมรับประกันคุณภาพสามปี คนอื่นที่้ไม่ยอมใช้ตัวนี้ถึงขั้นเสียเงินเสียดายเวลาเสียโอกาสแถมมีปัญหามากมายเวลาไม่มีตัวนี้
จุดสำคัญคือ คนดูคิดตาม

Soft sell ตั้งใจให้คนดูรู้สึกไปกับสิ่งนั้นแล้วซื้อ
Hard sell ตั้งใจให้คนดูคิดพิจารณาตามแล้วคล้อยตามแล้วซื้อ

 

ไม่ได้แปลว่า Soft sell คนดูโง่กว่า คนดูไม่คิด หรือ Hard sell คนดูฉลาด คนดูจะคิด ไม่ใช่นะ 

 

Soft sell นิยมใช้ในประเทศที่มีวัฒนธรรมหนาแน่นมาก(High context culture)เช่นญี่ปุ่น ที่มีวัฒนธรรมมาพันกว่าปีแล้ว หรืออินเดียที่แน่นอนว่าย้อนรอยไปได้เป็นพันปีเช่นกัน หรือประเทศทางกลุ่มอาหรับที่วัฒนธรรมและศาสนาเกี่ยวพันกันและอยู่มานานหลายพันปีแล้ว

วัฒนธรรมหนาแน่นมาก(High context culture)ชอบมีเรื่องที่"รู้ๆกันอยู่" 
วัฒนธรรมในประเทศเหล่านี้ มีประเพณีและค่าความเชื่อที่คนในสังคมเค้า"รู้ๆกันอยู่" ในประเทศเหล่านี้มีกฎหรือความเชื่อที่ไม่ต้องพูดก็รู้กันอยู่ เช่น เรื่องระบบอาวุโส เรื่องการวางตนในที่สาธารณะ เป็นต้น ถ้าจะให้เห็นภาพ มีบางโจ๊ก มุกบางมุกที่ยังไง๊ยังไงฝรั่งก็ไม่เก็ท เด็กไทยที่โตมาเมืองนอกก็ไม่ขำ (เคยเจอมั้ย? ต้องเคยเจอแน่เลย แต่แบบลืมๆไป อย่างมุกพวกเล่นคำ เช่น มะนาวอะไรอยู่ในอวกาศ มะนาวต่างดุ๊ด มะนุดต่างดาว ต่อให้ฝรั่งเรียนภาษาไทยมันก็ไม่ขำอะ ต้องอธิบาย ยาวๆ เข้าใจเปล่า แต่คนไทยพอเฉลยก็เก็ท เข้าใจฮา(หรือโมโห) เวลามีอะไรแบบนี้ในสังคม เป็นว่าสังคมนั้นมีวัฒนธรรมหนาแน่นมาก)

วัฒนธรรมหนาแน่นมาก(High context culture)ชอบมีเรื่องสุภาษิต
ประเทศที่มีวัฒนธรรมหนาแน่นมากชอบมีแบบ proverbหรือสุภาษิต ที่คนในประเทศเข้าใจกันเอง(ด้วยโรงเรียนสอนหรือทีวีใช้หรือคนอื่นๆใช้และนิยมใช้กันโดยไม่รู้ตัวเพราะว่าเป็นวัฒนธรรม) เช่น ในภาษาอาหรับ เค้าจะพูดกันว่า الأيام دول ถ้าแปลตรงๆตามภาษาศาสตร์เป๊ะ มันแปลได้ว่า "วันคือประเทศ" เดี๋ยวก่อนเลย อย่าเพิ่งงง อย่าเพิ่งถาม ไอ้ที่คุณงงเนี่ย เป็นเพราะว่าประเทศอาหรับทั้งหลายเนี่ย เค้าเป็นวัฒนธรรมหนาแน่นมาก(High context culture) คือเค้ามีความเชื่อและวัฒนธรรม พวกเค้ามีความเชื่อที่"รู้ๆกันอยู่" มันเป็นความเชื่อที่สังคมโดยรวมเข้าใจแบบไม่ต้องอธิบายมากความเลย ที่ดิฉันกำลังอธิบายอยู่ตอนนี้เพราะว่าพวกเราไม่ได้มาจากวัฒนธรรมเดียวกันเลยต้องอธิบาย ถ้าเป็นคนอาหรับ คือคนที่โตมาในวัฒนธรรมอาราบิค เช่น นาย ก.  นายก.เดินออกไปนอกบ้าน เจอคนพูดใส่ว่า الأيام دول (โอ้ยeเจ็ดเป็ดดิฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันแหละค่ะว่ามันอ่านว่าอะไรแต่มันเป็นอันเนี่ยอะ ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก) เอาเป็นว่า ถ้านายก.เจอคนพูดใส่ว่า วันคือประเทศ! นายก.จะเข้าใจทันที
แต่ในเมื่อดิฉันมาจาก วัฒนธรรมที่ต่างออกไป ดิฉันเลยต้องเปิดwikipedia ซึ่งความหมายของ الأيام دول "วันคือประเทศ" ก็คือ สุภาษิตนี้ความหมายคือ วันเนี่ยเหมือนประเทศ วันนี้ประเทศยิ่งใหญ่ พรุ่งนี้ประเทศไม่ยิ่งใหญ่แล้ว คนเราเองก็เหมือนกัน วันนี้อาจจะโชคดี พรุ่งนี้ไม่มีใครรู้
แม่ง อธิบายยาวเยียดขนาดนี้ คนอาหรับมันคงหลีกเลี่ยงไม่พูดใส่แน่นอน เพราะมันคงเซ็งดิฉันและพวกคุณไปก่อน ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก 

Soft sell นิยมใช้ในประเทศที่มีวัฒนธรรมหนาแน่นมาก(High context culture)มีเรื่องหลายเรื่องที่ไม่ต้องพูดก็ได้เพราะรู้ๆกันอยู่ ดังนั้นแล้ว พอขายของ "ความรู้สึก" จะเข้าถึงคนดูได้ดีกว่า การอธิบาย

 

 

 

Hard sell นิยมใช้ ในประเทศที่มีวัฒนธรรมหนาแน่น้อย(Low context culture)คือประเทศที่เกิดใหม่หรือประเทศที่รวมหลายๆวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย เยอรมัน ประเทศเหล่านี้มีวัฒนธรรมที่หนาแน่นน้อยกว่า เช่นอเมริกาเพิ่งจะมีมา200กว่าปีเองง่ะ
วัฒนธรรมหนาแน่น้อย(Low context culture)ต้องการคำอธิบาย
ในประเทศเหล่านี้ ไอ้เรื่อง "รู้ๆกันอยู่" เนี่ย มันน้อยกว่ามาก ดังนั้นจึงต้องอธิบาย อธิบาย อธิบาย จะเห็นได้ว่าประเทศเหล่านี้เลยพึ่งพากฎหมายมากๆในการทำให้สังคมอยู่ได้ แต่ประเทศทีวัฒนธรรมหนาแน่นมาก(High context culture)จะมีกฎหมายที่ไม่ได้พูดอยู่แล้วและสำคัญกว่าด้วย แต่กลับมาที่ประเทศที่มีวัฒนธรรมหนาแน่นน้อย(Low context culture)
วัฒนธรรมหนาแน่น้อย(Low context culture)มีเรื่องที่รู้ๆกันอยู่เหมือนกันแต่ไม่ใช่เพราะวัฒนธรรมแต่เป็นเรื่องรู้ๆกันเพราะเป็นมนุษย์
ประเทศนี้มุกตลกเค้าจะออกแนว สถานการณ์พาไป ทำให้ยังไง๊ยังไงมันก็ฮาเช่นเพราะกระอั่กกระอ่วนใจ หรือมุกเกี่ยวกับชีวิตอันที่ใครๆก็เข้าใจกัน เช่น คนอ้วนก้มเก็บส้อมไม่ถึงแล้วฮา เป็นต้น เรื่องที่คนนึงเข้าใจ แต่อีกคนอาจจะเข้าใจน้อยกว่ามากๆ เช่น ในอเมริกา จะทำยังไงให้ทั้งคนอเมริกันผิวขาวชอบแต่ในขณะเดียวกันคนอเมริกันผิวดำก็พอจะชอบด้วย ก็ต้องใช้อะไรที่มันอธิบายได้ ใช้เหตุผล เพราะว่าวัฒนธรรมมันหลอมรวมกันมากกว่าที่จะเป็นวัฒนธรรมหนาแน่นอย่างเดียวกัน ดังนั้นแล้วในประเทศแนวนี้ การใช้หลักการเป็นเหตุเป็นผล และคำอธิบายจึงเข้าถึงคนดูมากกว่า

สรุปคือ

Soft sell ความรู้สึก ไม่อธิบายมาก นิยมใช้ที่ วัฒนธรรมหนาแน่นมาก(High context culture) เช่น ญี่ปุ่น

Hard sell ความคิด อธิบายบ้าง-อธิบายมาก นิยมใช้ที่ วัฒนธรรมหนาแน่น้อย(Low context culture) เช่น อเมริกา

 

((ถึงจะนิยมใช้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอเมริกาเป็น Low context cultureเลยใช้แต่ Hard sell ไม่ใช่นะ ก็มีปนๆกัน แต่ค้นพบกันว่าHard sellได้ผลมากกว่า เลยมีโฆษณาแบบHard sell มากกว่า โฆษณาที่ใช้Hard sell ไม่ใช่ว่าจะน่าเบื่อนะ บางอันก็ตลกแล้วสอดแทรกไอเดีย หรือสอดแทรกรายละเอียดของผลิตภัณท์ไว้ได้อย่างแนบเนียน))

 

ถึงตรงนี้ ไม่รู้ว่าจะเห็นความต่างหรือกันยัง ถ้ายังไม่เห็นไม่เป็นไร ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

 

 

 

เจ้านี่ไปโผล่เป็นพาโรดี้สารพัด จริงๆแล้วเป็นโฆษณาเสื้อผ้าผู้ชาย  


แปลก่อน ตอนเริ่มแรกก็เป็นเด็กผู้ชายมาเต้นๆ ใครไม่รู้จัก จะไม่เข้าใจว่านี่คือหนุ่มหล่อจากวงนิวส์ มาเต้นทีละคน ตอนจบเป็นเสียงบอกว่า何系でもないRuss-kถ้าจะแปลไทยก็คงจะประมาณ "ไม่มีกฎทั้งนั้น รัสเค"

 

พอจะบอกได้หรือยังว่าเป็น Soft sell หรือ Hard sell?

 

 

 ถ้ายัง อ่านคำใบ้

- ไม่มีการบอกว่าดีอย่างไร แทบจะไม่บอกด้วยซ้ำว่าขายอะไร แต่เดาเอาไว้แล้วว่า "รู้ๆกันอยู่" ใช้ความที่ญี่ปุ่นเป็นวัฒนธรรมหนาแน่นมาก(High context culture) ใช้อย่างไม่ได้ตั้งใจ ทำโฆษณาให้รู้สึกสนุกเวลาดู
- สนุกตรงนี้หมายถึงดูเต้นเพลินดี ไม่มียัดเยียดใดๆทั้งนั้น
- ใช้เพลง และการเต้น มากกว่าการพูดอธิบายอย่างเห็นได้ชัด 

 

 

เฉลย

เป็นSoft sellอย่้างภาคภูมิใจ ฮา 

 

 

 

อาจจะงงๆกันว่าเสื้อผ้า ถ้าจะทำเป็นHard sellจะทำยังไงฟร่ะ? ลองดูตัวอย่างนี้

เสื้อความร้อนของแบรนด์ญี่ปุ่นที่ชื่อUniqlo

Soft sell หรือ Hard Sell เอ่ย?

 

 

 

 

จะอธิบายแล้วนะ 

-เอาคนที่ใส่แล้วมาบอกความรู้สึก(จะรู้สึกจริงไม่จริงก็ตาม แต่จุดประสงค์ของคนทำคือ มีคำอ้างอิงได้)
-เน้นคำว่าเทคโนโลยี
-โฆษณาตัวนี้ไม่น่ารำคาญเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้เอนเตอร์เทนจ๋าถึงขนาดตัวข้างบน  

เป็นHard sell ไปอย่้างเนียนๆ 

 

ลองเดาอันนี้ดูบ้างนะ ดูว่าเข้าใจไหม


Pac insurance ขายประกันรถยนต์ของอเมริกา
เผื่อใครฟังไม่ทัน(สำเนียงเชี่ยซ่งติงมากค่ะ) โฆษณานี้คร่าวๆคือ
คือตำรวจตะโกนว่า "รถยนต์ที่ไม่มีประกันภัยผิดกฎหมายของรัฐอะแลบาม่า เข้าใจไหม!"
ผู้หญิงบอกว่า "อ้อ ตำรวจคงมาตามหาคนที่ไม่มีประกันรถยนต์"
ผู้ชายบอกว่า "ไม่ต้องห่วง มีประกันกับ Pac insurance บริษัทประกันสำหรับรถที่ดีที่สุดในรัฐอะลาแบม่า มีเบอร์ติดต่อ800เบอร์(?ฟังไม่ออกOTL) มีเจ้าหน้าที่ประจำท้องถิ่น4คน เป็นพนักงานจริงๆไม่ใช่เครื่องตอบรับอัตโนมัตด้วย"
ตอนท้ายผู้หญิงพิงไหล่ชวนฝันมาก บอกว่า "เธอฉลาดจัง"

 

 

 

 

ข้อสังเกต
- โฆษณาบ่งบอกความดีความงามของบริษัท Pac insurance บ่งบอกจุดดีอย่างที่พึงกระทำ โดยพูดตรงๆเลย
- โฆษณาเอาความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นมานำเสนอ(คือโดนตำรวจจับ)
- โฆษณานำเสนอผลลัพธ์ของการมีประกันภัยกับPac insuranceมานำเสนอ(ได้หญิง) ในรูปแบบที่ ไม่มีศิลปะหรือไม่มีการอ้อมค้อม แต่ใส่ลงไปโดยตรง 
- ข้อความสำคัญคือ Pac insurance ดีที่สุด 

โฆษณานี้ ตรง บอกข้อความดีตรงๆ น่ารำคาญ! ดังนั้นเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก Hard sell จ่ะ

 

 

เราเลือกโฆษณาที่คิดว่าเห็นการใช้Soft sell อย่างแรว๊งงงงง คือโฆษณานี้


รู้สึกดีป่ะ? รู้สึกเศร้าไหม? (นี่ดิฉันหาเรื่องทำให้บลอกนี้เป็นบลอกเสียน้ำตาหรือเปล่าฟะคะเนี่ย) เลือกโฆษณานี้เพราะว่า มีจุดความเชื่อหลายอย่างที่อยู่ในสังคมไทย สื่อออกมาผ่านโฆษณาเดียว
-ครอบครัว แทนที่ครอบครัวด้วยผู้หญิงคนหนึ่งกลายเป็นแม่ ให้เห็นว่าครอบครัวสำคัญ
-การให้คุณค่ากับเด็ก <----- มันไทยอะ มันเป็นอะไรที่พวกเราเชื่อกันโดยไม่ได้คิดมากเท่าไหร่เพราะมันฝังมาน่ะ ถ้าถามว่าทำไมต้องให้คุณค่ากับเด็ก ก็ตอบให้มันยาวไม่ได้อะเพราะมันรู้ๆกันอยู่ใช่ป่ะ
-เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ <---- เงินทองเป็นของนอกกาย อันนี้ก็ไทยอีก
-การยอมรับความตาย<---- ไทยมากๆ พุทธมากๆ ดูพวกหนังฝรั่งเคยเจอเปล่า ตกนรกไปแร้วอะ ยังกลับมาได้เลย เพราะมันเป็นตัวเอกอะเลยชนะ และความตายคือความไม่อยากอะ แต่พุทธเราเชื่อเรื่องการสังขารไม่เที่ยงอะ เลยทำใจได้ เห็นป่ะๆ
เลยเป็นSoft sellอย่างแรงจริงๆ
((สมมติว่า โฆษณานี้ ถ้าจะapproach แบบ hard sell สามารถทำได้โดย
-บอกว่า ฝากเงินกับไทยประกันชีวิตเท่าไหร่ ได้รับเงินคืนเท่าไหร่ ครอบคลุมอะไรบ้าง
-บอกว่าไทยประกันชีวิต ดีกว่าประกันภัยอื่นอย่างไร(บอกเป็นนัยๆ
-ไม่ต้องเอนเตอร์เทนก็ได้ แค่ทำให้เร็วที่สุดไว้สุดๆตรงประเด็นและเคลียร์))

 

 

 

แต่Hard sell ไม่จำเป็นต้องไม่สนุกเสมอไปนะ 


-เอาตัวเลขของความเป็นไปได้ที่น้อยสุดๆออกมาให้เห็น แล้วเอาโลโก้ตามมาทีหลัง คนดูคิดตามว่า การที่ลูกปืนจะโดนเท้าโจร/ล้อจะกระเก้งกลับมา/บ้านจะหมุนแล้วกลายเป็นแบบเดิม เป็นไปได้ยากมากๆ ดังนั้นแล้วควรจะมีประกันชีวิตดีกว่า
-คนดูคิดตาม และโฆษณาเองก็แจกแจงว่าถ้าไม่มีสิ่งนี้จะแย่
-ไม่มีอารมณ์ลึกซึ้งเมื่อดูจบ(แต่ฮานะ)ตัวละครไม่ได้สื่อถึงอารมณ์ลึกซึ้ง เน้นการนำข้อความไปส่ง(ข้อความสำคัญคือเป็นไปได้ยากที่มันจะบังเอิญขนาดนั้น ข้อความใต้ข้อความสำคัญคือ ทำประกันซะ)
-Hard sell 
(-ถึงจะHard sell แต่ก็ตลกได้ สามารถๆ)

 

 

เป็นโฆษณาประกันชีวิตเหมือนกันหมดเลย แต่รู้สึกไหมว่าวิธีที่เค้าโฆษณามันต่างกันนิ  

ถ้าคุณเป็นคนที่คิดว่า โฆษณาที่บล็อกนี้บอกว่าเป็นSoft sell แม่งไม่เห็นรู้เรื่องเลยวะ ไม่เกี่ยวกับของที่ขายซักนิด แม่งน่ารำคาญ แสดงว่าคุณเป็นคนที่จะตกเป็นเหยื่อโฆษณาhard sell มากกว่า แปลว่าคุณโน้มเอียงไปทางLow context culture XD

ถ้าคุณเป็นคนที่คิดว่า โฆษณาที่บล็อกนี้บอกว่าเป็นHard sell น่าเบื่อที่สุดแสดงว่าคุณคงจะเลือกSoft sell มากกว่า คุณคงโน้มเอียงไปทางHigh Culture context :D

 

 เอาศ.จ. Frank R. Kardesกลับมาได้ละ

สุดท้ายแล้ว นักวิชาการรวมถึงท่านศ.จ.Kardesต่างลงความเห็นว่า วิธีจูงใจได้ดีที่สุด คือเอาSoft sell (ความรู้สึก)พร้อมๆกับการสรุปจบแบบเป็นเหตุเป็นผล  แปลเป็นภาษามนุษย์โลก โฆษณาที่ดูแล้ว"รู้สึก"แถมมีคำอธิบายสมเหตุสมผล คือโฆษณาที่จะเวิร์คที่สุดจ่ะ

 

แต่นี่ก็พูดแค่วิชาการเนิ๊ดๆ เวลาเค้าทำโฆษณาจริงๆ ก็ต่างกันไปตามแต่ละประเทศ

ประเทศไทยเราเองก็ ชอบใช้Soft sell พูดจริงๆ วันก่อนได้ไปกับคนๆนี้แบบว่าบนรถไฟฟ้า(ต้อง)นั่งดูโฆษณาแบรนด์รังนก ที่ไม่มีคำอธิบายคุณประโยชน์อะไรของรังนกเลย แต่ว่าทั้งเรื่องวนไปมาแค่พนักงานออฟฟิสรักกันให้แบรนด์รังนกกันแดกไปมา 
ที่สำคัญ โฆษณา หนอนชาเขียวชินเมโจได๋อันลือลั่นเมื่อหลายปีก่อนก็เน้นความรู้สึกน่ารักไม่ใช่ฤๅ?

(ขณะเดียวกันก็มีโฆษณาประเภทHard sellเหมือนกัน เช่นคอมพิวเตอร์ Dell หรือยาสระผมเบอกาม็อตน่ะ)

 ทีนี้พอดูโฆษณาก็แยกได้แล้วสิ อันไหนSoft sell อันไหน Hard sell พูดผิดเดี๋ยวเพื่อนล้อไม่รู้ด้วย!

 

ปล. ถ้าอยากอ่านเรื่องวัฒนธรรมหนาแน่น วัฒนธรรมหนาแน่นน้อย บทความออนไลน์นี้คล้ายๆกับที่เคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว น่าจะโอเค เรื่อง High-Context Cultures and Low-Context Cultures

http://jcmc.indiana.edu/vol11/issue1/wuertz.html

ปปล. ทำไมในอินเตอร์เน็ตถึงมีแต่โฆษณาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ? เพราะว่ามันรู้สึกดีน่ะซี่ เลยต้องขอเก็บไว้เอามาลง! soft sell ทั้งนั้นแหละ 

ปปปล. อธิบายเองเข้าใจเองอยู่คนเดียวแน่เลย 

ปปปปล. คำถามทิ้งท้าย โฆษณานี้ เป็น Hard sell หรือ Soft sell คะ? 


มีคนดูตั้ง25ล้านครั้งแน่ะ! (สมัยบริทนีย์ยังไม่กากมาก OTL ตอนนี้กลับมาแล้วก็ไม่แจ่มเท่าเดิมอยู่ดี) 

songsage View my profile